2005/Nov/24

ขวัญนภา สุขคร

โครงร่างดุษฎีนิพนธ์

แนวทางในการบริหารจัดการภาครัฐในการธำรงอัตลักษณ์แห่งวัฒนธรรมล้านนา

1.1 ความเป็นมาของปัญหา

ดินแดนล้านนา หมายถึงอาณาบริเวณที่ประกอบด้วยเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์

ทั้งในทางการเมือง เชื้อชาติ ประเพณี และศิลปวัฒนธรรมในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-21 เป็นต้นมา แคว้นล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก นับเป็นกลุ่มบ้านเมืองที่มีความสำคัญที่อยู่ร่วมสมัยกับแคว้นสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้เสื่อมสลายตกอยู่ใต้อิทธิพลของพม่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 และได้พยายามกอบกู้เอกราชจนสามารถปกครองตนเองอย่างเป็นอิสระได้เป็นครั้งคราว กระทั่งในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ได้ตกเป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงรัตนโกสินทร์ และผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยาม มีฐานะเป็นจังหวัดเช่นเดียวกับจังหวัดอื่น ๆ ของไทย (ปัจจุบันในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนากลุ่มจังหวัดได้กำหนดให้กลุ่มล้านนาคือกลุ่ม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ประกอบไปด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ) จากพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานที่ผ่านมา ได้เป็นเบ้าหลอมให้ผู้คนในดินแดนแห่งนี้มีแบบแผนทางศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตที่มีลักษณะเป็นของตนเอง ซึ่งมีความแตกต่างไปจากประชาชนในดินแดนอื่น ๆ และชาวล้านนาเหล่านี้มักจะเรียกตนเองว่า คนเมือง ซึ่งคนเมือง ดังกล่าวมีอัตลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นของไทย ที่สำคัญ 3 ประการคือ ประการแรก มีประวัติศาสตร์ของล้านนาที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน คนในภาคเหนือของประเทศไทยต่าง มีความภูมิใจในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรล้านนา ที่สืบทอดต่อมาเป็นเวลานาน และผ่านการฉลองครบรอบ 700 ปีเมื่อ พ.ศ. 2539 ประวัติศาสตร์จึงถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญ ที่ชาวไทยภาคเหนือใช้เป็นนิยามความเป็นหนึ่งเดียวของชาวไทยเหนือ หรือ คนเมือง ประการที่สอง มีภาษาพูด และมีภาษาเขียนของตัวเอง ภาษาถือเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ชาวไทยเหนือมักจะใช้กำหนดชาติพันธุ์ของตน คนเมือง มีภาษพูดของตัวเองเรียกว่า คำเมือง และมี ตัวเมือง เป็นภาษเขียนที่ทำให้แตกต่างจากชาวไทยที่อยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ เช่นภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ประการที่สาม จารีตประเพณี วิถีชีวิต หรือเรียกรวม ๆ ว่า วัฒนธรรมในบรรดาอัตลักษณ์ที่สำคัญ ที่คนเมืองเหนือได้กำหนดลักษณะทางชาติพันธุ์ ก็มีจารีตประเพณี หรือวิถีชีวิต ที่ที่เรียกรวม ๆ วัฒนธรรม ซึ่งมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งรวมกัน แบบแผนการดำเนินชีวิต และวัฒนธรรมดังกล่าวอาจจะเป็นเรื่องอาหารการกิน เรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ประเพณี รวมทั้งสถาปัตยกรรม อย่างรู้จักกันดีคือ เรือนล้านนา ( สุเทพ สุนทรเภสัช : 2546 )

ปัจจุบันประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมและวิถีชีวิต หลังจากที่ประเทศไทยได้เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรอบและแนวทางในการพัฒนาประเทศ โดยได้เริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ขึ้นเป็นครั้งแรก .. 2504 หลังจากนั้น ได้วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ติดต่อมารวมทั้งหมด 9 แผน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการใช้แผนพัฒนา ฯ 9 ซึ่งได้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2545 และสิ้นสุดในปี 2549 โดยแผนพัฒนาแต่ละแผนมีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย แนวนโยบาย และมาตรการที่ถูกปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 1-3 จะเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 4-6 เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขยายการผลิต ส่งเสริมการส่งออก แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 7 เน้นสมดุลระหว่างการพัฒนาเชิงปริมาณ คุณภาพ และความเป็นธรรมในสังคม ทั้ง 3 มิติควบคู่กันไป แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 8 เน้นคนเป็นศูนย์ในการพัฒนา จนถึงแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 9 เป็น แผนที่ใช้ในปัจจุบันที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา และการพัฒนาอย่างดุลยภาพ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลของการพัฒนาดังกล่าวมีผลกระทบทั้งทางด้านบวกและลบของทุกพื้นที่ของประเทศ

จากการประเมินผลการพัฒนาในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการพัฒนาของประเทศที่ผ่านมาว่าประสบผลสำเร็จเฉพาะในเชิงปริมาณ แต่ขาดด้านคุณภาพ (แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 9) กล่าวคือการพัฒนาทำให้เกิดความเจริญเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปัญหา ที่ยากต่อการแก้ไขในหลายด้าน อาทิเช่น ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ความยากจน การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และพฤติกรรมของสังคมไทยที่ตกอยู่ในกระแสการบริโภคนิยมและวัตถุนิยมมากขึ้น การสูญเสียวัฒนธรรม ค่านิยมและวิถีชีวิตที่ดีงามของชุมชน การล่มสลายของสถาบันครอบครัว ก่อให้เกิดปัญหาทางศีลธรรมและปัญหาสังคมมากขึ้น ตลอดจนความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง จากปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาที่ผ่านมาที่ขาดสมดุล ในหลาย ๆ ด้าน ขาดสมดุลในการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา ขาดสมดุลในการกำหนดภาคของการพัฒนา ขาดสมดุลของการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนา ขาดสมดุลในแง่การนำทฤษฎีมาใช้กับสภาพเป็นจริง หรือวิถีชีวิตและศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ มองข้ามมติของชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิต จึงทำให้ปัญหาเกิดขึ้นตามมามากมาย

ล้านนา หรือพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้รับผลกระทบจากการพัฒนาดังกล่าวเช่นกัน เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของผู้คนอย่างใหญ่หลวง ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบใหม่ซึ่งส่งผลกระทบทุกอย่าง มีการรวมศูนย์อำนาจ รวมศูนย์ระบบการบริหารสงฆ์ และระบบการศึกษา ยกเลิกภาษเขียนของล้านนา ริดลอนและทำลายศิลปวัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่น กำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามส่วนกลาง ( ธเนศวร์ เจริญเมือง : 2543 ) ซึ่งผลกระทบจากการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกิดจากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว สิ่งที่ล้านนาได้รับผลกระทบมากที่สุด และน่าเป็นห่วงมากของพื้นที่ล้านนาคือการสูญเสียวัฒนธรรม ค่านิยมวิถีชีวิตที่ดีงาม และอัตลักษณ์ของล้านนาที่ควรจะธำรงอยู่เพื่อสืบทอดถึงลูกหลาน ให้คนล้านนามีความรู้สึกภูมิใจในแผ่นดินเกิดของตนเองว่ามีประวัติศาสตร์ที่จะต้องศึกษา มีภาษาพูด ภาษาเขียนของตนเองที่ควรอนุรักษ์ไม่น้อยหน้าประเทศไหน ๆ มีประเพณีวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่ดีงามที่ควรธำรงอยู่และสืบทอดถึงลูกหลาน ผลจากการพัฒนาในทุก ๆ ด้านของภาครัฐที่มองข้ามมิติของชุมชน เน้นการพัฒนาแบบรวมศูนย์ ยกตัวอย่าง ในการจัดการศึกษาทุกพื้นที่ เป็นระบบการศึกษาที่เน้นการรวมศูนย์ใช้หลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมือนกันทั้งประเทศโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของวิถีชีวิต วัฒนธรรมของพื้นที่นั้น ๆ

ดังนั้นจะเห็นว่าปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นปัญหาที่เกิดจากแนวทางการบริหารจัดการการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ซึ่งมีผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยเฉพาะวัฒนธรรม วิถีชีวิต ซึ่งนับวันจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาภาครัฐเองยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาผลกระทบทางด้านวัฒนธรรม แนวทางที่จะธำรงวัฒนธรรมดังกล่าวให้คงอยู่ รวมทั้งการสร้างระบบคุณค่าในวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่ดีงามเหล่านั้นอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลทำให้อัตลักษณ์แห่งวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่นั้นสูญหายไป ประเทศไทยก็จะไม่มีอัตลักษณ์ ของตนเองที่จะไปบอกให้ใครเขารับรู้ว่านี้คือประเทศไทย เพราะไม่สามารถบอกกับใครว่าอัตลักษณ์ของไทย และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ของไทย นั้นมีความแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ อย่างไร ดังนั้นการบริหารจัดการของภาครัฐในการธำรงอัตลักษณ์ แห่งวัฒนธรรมของประเทศและพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศที่มีอัตลักษณ์ของตนเองที่เด่นชัดจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการของภาครัฐ ในการธำรงอัตลักษณ์ แห่งวัฒนธรรมล้านนา เพื่อนำเสนอต่อภาครัฐเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการบริหารจัดการของภาครัฐในการที่จะส่งเสริม สนับสนุน อนุรักษ์ อัตลักษณ์แห่งวัฒนธรรมล้านนาให้คงอยู่ต่อไป

1.2 คำถามในการวิจัย

1. การบริหารจัดการของภาครัฐ ทางด้านการส่งเสริมและสนับสนุนในการธำรงอัตลักษณ์แห่งวัฒนธรรม ล้านนา ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

2. การบริหารจัดการภาครัฐ ทางด้านส่งเสริมและสนับสนุนในการธำรงอัตลักษณ์แห่งวัฒนธรรม ล้านนา ที่ผ่านมามีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร

3. แนวทางในการบริหารจัดการภาครัฐในการธำรงอัตลักษณ์ แห่งวัฒนธรรมล้านนาควรเป็นอย่างไร

1.3 วัตถุประสงค์

1. เพื่อวิเคราะห์การบริหารจัดการภาครัฐ ทางด้านส่งเสริมและสนับสนุนในการ

ธำรงอัตลักษณ์แห่งวัฒนธรรม ล้านนาของรัฐที่ผ่านมา

2. เพื่อศึกษา แนวคิดทฤษฎี และแนวทางการบริหารจัดการ