2005/Nov/24

การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

...................................................................................

· แนวความคิดพื้นฐานของการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

กระแสแรก : แนวความคิดปฏิฐานนิยม ( POSITIVISM) เป็นแนวคิดที่มีพื้นฐานแบบวิทยาศาสตร์นักปฏิฐานนิยม เชื่อว่าวิธีการแสวงหาความรู้ที่ดีที่สุดคือการใช้ วิธีแบบวิทยาศาสตร์ที่มีรากฐานอยู่บนข้อมูลเชิงประจักษ์ กล่าวคือ สิ่งที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสิ่งที่เป็นจริงและเป็นวามรู่ที่ยอมรับได้ ดังนั้นเมื่อนำแนวความคิดปฏิฐานนิยมมาใช้ในสาขาสังคมศาสตร์จะเน้นวิธีการแสวงหาความรู้จากข้อมูลเชิงประจักษ์เน้นข้อมูลที่แจงนับและวัดได้ ดังนั้นการวิจัยที่มีพื้นฐานความเชื่อแบบปฏิฐานนิยม จะเน้นวิธีการเชิงปริมาณ

กระแสสอง : แนวความคิดปรากฏการณ์นิยม ( PHENOMENOLOGY) เชื่อว่าความรู้ที่มนุษย์ได้รับการถ่ายทอดจากผู้อื่นและสังคมอาจผิดพลาดได้ ความรู้อาจเกิดจากการถูกบังคับ หรือยัดเยียด มนุษย์ควรศึกษาโลกและสังคมด้วยตัวของตัวเอง และสร้างระบบความรู้ ที่เป็นส่วนตัว ขึ้นมาจากมนุษย์จะมีระบบความคิดวิจารณญาน โลกทัศน์ ความหมาย วัฒนธรรม ค่านิยม อุดมการณ์เฉพาะตน โดยการได้สัมผัสกับโลกโดยตรง นักปรากฏการณ์นิยมจะให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นความรู้สึกนึกคิดและคุณค่าของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมายที่มนุษย์ให้ต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว นักปรากฏการณ์นิยมจะใช้วิธีสลัดความคิดเดิม ใช้ความหมาย ระบบความคิด ความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูลอธิบายพฤติกรรมของเขา ดังนั้นการวิจัยที่มีพื้นฐานความเชื่อแบบปฏิฐานนิยมจะเน้นวิธีการเชิงคุณภาพ

· ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

o ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณ

§ การเลือกปัญหา

§ การตั้งสมมุติฐาน

§ การรวมข้อมูล

§ การวิเคราะห์ข้อมูล

§ การสรุปและอภิปรายผล

o

กำหนดเรื่อง

บันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ

วิเคราะห์ข้อมูล

รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ

เตรียมรวบรวมข้อมูล

สรุปและเขียนรายงาน

ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ

· ความแตกต่างและความจำเป็นที่ต้องอยู่ร่วมกันของงานวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

ผู้วิจัยบางท่านอาจเข้าใจผิวเผินว่า งานวิจัยเชิงปริมาณและงานวิจัยเชิงคุณภาพต่างกันตรงที่งานวิจัยชนิดแรกใช้ตัวเลขในการค้นคว้าและรายงานผลการวิจัย แต่งานวิจัยชนิดหลังใช้การบรรยายด้วยคำพูดและไม่ใช้ตัวเลข ความคิดดังกล่าวข้างต้นไม่ถูกต้องนัก เพราะความเป็นจริงแล้วงานวิจัยเชิงคุณภาพก็สามารถใช้ตัวเลขประกอบการวิจัยได้ และงานวิจัยเชิงปริมาณก็ใช้ตัวเลขและการบรรยายด้วยคำพูดเพื่อการวิจัย ดังนั้นจะเห็นว่างานวิจัยทั้งสองชนิดมีความแตกต่างในหลายมิติ และขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ร่วมกันของทั้ง 2 ชนิด

· ความแตกต่างที่สำคัญงานวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

ความแตกต่างงานวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เราจะเห็นในหลายแง่มุมว่า วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพไม่เหมือนกับวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ แต่ความแตกต่างนั้นมิได้ผิวเผินอยู่เพียงการแจงนับข้อมูลดังที่เข้าใจ เป็นความแตกต่างในเรื่องลักษณะของข้อมูลเป็นเบื้องต้นและส่งผลให้วัตถุประสงค์ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ต่างกัน ซึ่งมีมิติของความแตกต่างที่สำคัญในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ความแตกต่างด้านธรรมชาติเกี่ยวกับความจริงที่นักวิจัยแสวงหา นักวิจัยเชิงประมาณมีความ

เชื่อว่าความจริงที่แสวงหาในการวิจัยมีลักษณะเป็นปรนัย คือในโลกนี้มีความจริงอยู่ มีตัวตนจับต้องได้ สามารถแยกออกมาศึกษาเป็นส่วน ๆ เป็นตัวแปรเหตุและผลซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเกี่ยวข้องกันภายใต้สภาพการศึกษา แต่นักวิจัยเชิงคุณภาพมีความเชื่อว่าความจริงที่นักวิจัยแสวงหาในโลกนี้มีลักษณะเป็นอัตนัย คือความจริงนี้มีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้วิจัยเอง ผู้วิจัยแต่ละคนทำการวิจัยในสิ่งเดี่ยวกันอาจได้ความจริงที่แสวงหาแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าความจริงมีหลายระดับและส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นและมีตัวตนในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ดังนั้นวิธีการศึกษาจึงต้องดูภาพรวมที่ผสมผสานทั้งหมดวิธีการศึกษาความจริงในระดับต่างๆ จึงต้องใช้หลายวิธีการจึงจะได้ความจริงทั้งหมด

2. ความแตกต่างด้านการรับรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้วิจัยหรือสิ่งที่ต้องการศึกษามีอิทธิพลซึ่ง

กันและกัน นักวิจัยเชิงปริมาณมีความเชื่อว่าในการทำวิจัยนั้นผู้วิจัยจะต้องเป็นอิสระจากสิ่งที่กำลังวิจัยเพื่อขจัดอิทธิพลดังกล่าว ซึ่งทำได้ยากเมื่อศึกษาเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์และสังคม ส่วนนักวิจัยเชิงคุณภาพมีความเชื่อว่า นักวิจัยที่ดีควรมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่ตนทำวิจัย เพื่อเข้าใจในสิ่งที่ศึกษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

3. ความแตกต่างด้านคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย นักวิจัยเชิงปริมาณจะพยายามทำตนเป็นกลาง

ปราศ อคติ และค่านิยม มีความเป็นปรนัยสูง ไม่ให้ความสำคัญในเชิงคุณค่าของสิ่งที่ทำวิจัยแต่พยายามทำวิจัยให้ดีที่สุด นักวิจัยเชิงคุณภาพมีความเชื่อตรงกันข้าม คือยึดคุณค่าของสิ่งที่วิจัยเป็นหลักในการดำเนินการวิจัย

4. ความแตกต่างในการเขียนรายงานการวิจัย นักวิจัยเชิงปริมาณมีลีลาและรูปแบบการเขียน

รายงานการวิจัยของตนเองที่มีลักษณะของการใช้ภาษาเป็นพิธีการนักวิจัยเชิงคุณภาพมีลีลาและรูปแบบการเขียนรายงานการวิจัยของตนเองที่มีลักษณะของภาษอย่างเป็นกันเอง

5. ความแตกต่างในด้านวิธีการวิจัย นักวิจัยเชิงปริมาณมีกระบวนการในวิธีการวิจัยที่ชัดเจนมาก

จนเรียกว่า วิทยาศาสตร์ชนิดแข็ง โดนมีกระบวนการในการวิจัยที่สำคัญดังนี้

a. ใช้กระบวนการนิรนัย และตรรกะการคำนวณ เพื่อคาดคะเนหรือสรุปอ้างอิงข้อความรู้ตามหลักเหตุผล ด้วยวิธีการใช้เหตุผลที่ดำเนินการจากส่วนรวมไปส่วนย่อย

สรุปข้อค้นพบ

ผู้วิจัยทดสอบทฤษฎี

ผู้วิจัยทดสอบสมมุติฐานหรือคำถามวิจัยที่มาจากทฤษฎีที่อ้างอิง

นักวิจัยให้นิยามแนวคิด/ ตัวแปรต่าง ๆ ซึ่งได้จากทฤษฎีที่อ้างอิง

นักวิจัยใช้เครื่องมือ เพื่อสรุปตัวแปรต่างๆ ในทฤษฎีที่อ้างอิง


b. เชื่อทฤษฎีเหตุและผล

c. ออกแบบชนิดของการวิจัยได้ก่อนการลงมือทำการวิจัยจริง

d. สิ่งที่มุงแสวงหาจากการวิจัยคือ การอ้างอิงสรุปผลการวิจัยเพื่อให้สามารถพยากรณ์ อธิบาย เข้าใจ ปรากฏการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นได้ และเชื่อว่าการอ้างอิงสรุปนี้เป็นจริงในบริบทต่าง ๆ ได้ด้วย

e. ในกระบวนการวิจัยให้ความสำคัญของความถูกต้องและความเชื่อถือได้ของผลการวิจัยที่มีความตรง ความเที่ยง ของเครื่องมือการวิจัยและกระบวนการในการวิจัยมาก

f. การวิจัยเชิงปริมาณให้ความสำคัญต่อสมมุติฐานในการวิจัย เครื่องมือในการวิจัย ความสามารถในการวัดตัวแปรที่ทำการวิจัย และขนาดของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง รวมทั้งการเขียนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องก่อนการวิจัย

นักวิจัยเชิงคุณภาพมีกระบวนการในการวิจัยเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่เป็นของตัวเองที่ยังไม่คอยชัดเจนหรือแน่นอนตายตัวนัก เนื่องจากเป็นวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ โดยมีกระบวนการในการวิจัยที่สำคัญดังนี้

a. ใช้กระบวนการอุปนัย โดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อมูลต่าง ๆ แล้วสรุปเป็นกฎเกณฑ์โดยวิธีการใช้เหตุผลจากส่วนย่อย ๆ ไปหาส่วนรวม เชื่อว่า ผลรวมทั้งหมดมีค่ามากกว่าผลส่วนย่อย ๆ ที่ทำวิจัยรวมกัน

สรุปข้อค้นพบ

ผู้วิจัยพัฒนาทฤษฎี หรือเปรียบเทียบรูปแบบที่ได้มาจากข้อมูลกับทฤษฎีอื่น

ผู้วิจัยพยายามค้นหารูปแบบหรือทฤษฎีจากข้อมูลซึ่งผ่านการวิเคราะห์แล้ว

วิเคราะห์แยกประเภทจัดหมวดหมู่ข้อมูล

ถามคำถามเพื่อตรวจข้อมูล

ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อสนเทศต่าง ๆ


b. เชื่อว่าปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ผู้วิจัยควรทำวิจัยนั้นมาจากการเข้ใจรวมกันระหว่างผู้วิจัยกับผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการวิจัย

c. การวิจัยไม่สามารถออกแบบชนิดวิจัยได้อย่างสมบูรณ์ก่อนลงมือการทำวิจัย แต่จะสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ชัดเจนขึ้นได้ในระหว่างทำการวิจัย

d. สิ่งที่มุงแสวงหาจากการวิจัยคือความเป็นเอกลักษณ์ของปรากฏการณ์ ที่เชื่อว่ามีรูปแบบเฉพาะ เพื่อใช้ในการพัฒนาทฤษฎีให้เข้าใจปรากฏการณ์นั้นดียิ่งขึ้น ดังนั้นข้อค้นพบจึงเป็นจริงเฉพาะบริบทใดบริบทหนึ่ง

e. กระบวนการวิจัยให้ความสำคัญของความถูกต้อง และความเชื่อถือของข้อมูลได้ของข้อมูลด้วยการตรวจสอบความต้องของข้อมูลโดยวิธีต่าง ๆ

f. การวิจัยเชิงคุณภาพให้ความสำคัญ

· ความจำเป็นที่ต้องอยู่ร่วมกัน

เราได้เห็นแล้วว่าวิธีการวิจัยทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันมาก นักวิจัยเชิงคุณภาพจึงยืนยันว่า วิธีวิจัยเชิงปริมาณไม่สามารถเข้ามาชดเชยหรือแทนที่วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพได้ เพราะการวิจัยที่เกี่ยวกับมนุษย์ไม่ได้ต้องการการอธิบายความสัมพันธ์ในเชิงที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันเท่านั้น แต่ต้องการหา ความหมาย ของตัวแปรที่กำหนดใช้กัน

อย่างไรก็ตามลักษณะที่ต่างกันเป็นสองแนวทางนี้ไม่ได้ทำให้วิธีวิจัยทั้ง 2 ชนิดเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ตรงกันข้ามลักษณะดังกล่าวกลับเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้าง และเกื้อกูลกันและกันให้ถึงพร้อมซึ่งสมบูรณ์ ลักษณะที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันคือมีในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งขาด คือ การวิจัยเชิงคุณภาพจะช่วยให้ผู้วิจัยเกิดความกระจ่าง เกี่ยวกับสถานการณ์ หนึ่ง ๆ ในสังคมตามที่ปรากฏอยู่ ในขณะเดียวกันการวิจัยเชิงปริมาณก็หยิบยื่นวิธีการตัดสินว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์สังคมที่ได้จาการวิจัยเชิงคุณภาพนั้นจะนำไปใช้กับกรณีอื่น ๆ โดยทั่วไปได้แค่ไหน ทำอย่างไรข้อจำกัดของการศึกษาเฉพาะกรณีในการวิจัยเชิงคุณภาพจะได้รับการแก้ไขและช่วยเหลือโดยการวิจัยเชิงปริมาณ ดังนั้นในการวิจัยจึงได้พยายามผสมผสานแนวคิดข้อการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยถือว่าข้อมูลทั้งสองมิติต่อเนื่องกันเพื่อตอบคำถามทางการศึกษาให้ได้ประโยชน์สูงสุด

คุณลักษณะของความต่อเนื่องของงานวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ

เชิงคุณภาพ

เชิงปริมาณ

- เข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคม

- มองภาพรวม

- มีความเฉพาะในแต่ละบริบท

- นักวิจัยสังเกตแบบมีส่วนร่วม

- เขียนบรรยายและตีความ

- ควบคุม ทำนายผลและหาความสัมพันธ์ของตัวระหว่างแปร

- มองตัวแปรทีละตัวเป็นเหตุและผล

- อิสระจากบริบท อ้างอิง ไปยังกลุ่มประชากร

- นักวิจัยอยู่เหนือสิ่งที่วิจัย

- ใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ

การวิจัยเชิงมานุษยวิทยา การวิจัยเชิงทดลอง

การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง

การวิจัยเชิงอนาคต การวิจัยเชิงสำรวจ

การวิจัยเชิงประเมิน

เชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ


สรุปเกณฑ์ประกอบการตัดสินใจเลือกชนิดของงานวิจัย

1. พิจารณาจากโลกทัศน์ของผู้วิจัย ถ้าผู้วิจัยมีแนวคิดที่สอดคล้องกับภาวะสันนิษฐานต่างๆ ของการวิจัยเชิงปริมาณดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ควรเลือกทำงานวิจัยเชิงปริมาณ แต่หากว่ามีแนวคิด สอดคล้องกับภาวะสันนิฐานต่าง ๆการวิจัยเชิงคุณภาพ ก็ควรเลือกทำการวิจัยเชิงคุณภาพ

2. พิจารณาจากประสบการณ์และความชำนาญของผู้วิจัย ถ้าผู้วิจัยคิดจะทำการวิจัยเชิงปริมาณ ควรมีประสบการณ์หรือความชำนาญด้านทักษะการเขียนรายงาน ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการวิเคราะห์ทางสถิติการวิจัยได้ และประสบการณ์ในการค้นคว้างานในห้องสมุด แต่ถ้าผู้วิจัยมีความชำนาญในการเขียนเชิงบรรยายใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ข้อความ และค้นคว้างานในห้องสมุดได้ดี ก็ควรเลือกรายการวิจัยเชิงคุณภาพ

3. พิจารณาจากจิตวิทยาของผู้วิจัย ผู้วิจัยคิดตัวเองมีความสุขกับการทำงานวิจัยที่มีกฎเกณฑ์และแนวทาง มีความอดทนต่ำหรือทนไม่ได้กับการทำงานที่มีแนวทางไม่ชัดเจน รวมทั้งมีระยะเวลาในการทำวิจัยนั้นสั้นหรือจำกัด พิจารณาเลือกทำการวิจัยเชิงปริมาณ ถ้าผู้วิจัยคิดว่าตัวเองมีความสุขกับการทำงานวิจัยที่ไม่มีกฎเกณฑ์หรือแนวทางที่แน่นอนมีความอดทนสูงหรืออดทนไดดีกับการทำงานที่มีแนวทางไม่ชัดเจน รวมทั้งมีเวลาในการศึกษาวิจัยยาวนาน ก็ควรพิจารณาเลือกทำการวิจัยเชิงคุณภาพ

4. พิจารณาจากธรรมชาติของปัญหา หากว่าหัวข้อเรื่องที่จะทำการวิจัยนั้นมีวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เนื่องจากผู้วิจัยอื่นได้ทำการวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องมาก่อน รู้ตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างแน่ชัดมีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องด้วย ก็ควรพิจารณาเลือกทำรายการวิจัยเชิงปริมาณ หากว่าเรื่องที่จะทำการวิจัยนั้นเป็นการวิจัยเชิงบุกเบิกค้นคว้าที่ยังไม่รู้ตัวแปรที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญขาดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องรองรับ ก็ควรพิจารณาเลือกทำการวิจัยเชิงคุณภาพ

5. ผู้ใช้ผลการวิจัย ผู้วิจัยควรพิจารณาด้วยว่าผู้ที่จะอ่านผลการวิจัย ใช้ผลการวิจัย หรือสนับสนุนการวิจัย เป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจการวิจัยชนิดใด นั้นหมายความว่า หากว่าบุคคลเหล่านี้เข้าใจแนวคิดงานวิจัยเชิงปริมาณก็ควรพิจารณาทำการวิจัยเชิงปริมาณ แต่หากว่าบุคคลเหล่านี้เข้าใจแนวคิดของการวิจัยเชิงคุณภาพและผู้วิจัยเองก็สามารถทำงานวิจัยเชิงคุณภาพได้ ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะตัดสินใจทำการวิจัยเชิงคุณภาพ

แต่อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่าทำแล้วมีความสุข และมีความสนใจ และคิดว่างานวิจัยนั้นมีคุณค่าก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาตามเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาก็ได้

..

Comment

Comment:

Tweet


#39 by (1.46.159.91|1.46.159.91) At 2015-08-27 13:31,
ขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งconfused smile
#38 by หม่อม (61.19.66.215) At 2010-08-13 11:18,
#37 by (118.173.209.107) At 2010-08-02 18:44,
#35 by (118.173.209.107) At 2010-08-02 18:44,
#36 by (118.173.209.107) At 2010-08-02 18:44,
#34 by (118.173.209.107) At 2010-08-02 18:44,
ว้าว หาได้แร้ว ขอบคุงค่ะconfused smile
#33 by แม่มด (124.157.139.198) At 2010-07-14 09:38,
ขอบคุณนะคะ
#32 by ขวัญ (58.9.110.215) At 2010-06-27 21:48,
Thank you so much for your kind supporting important research methods informaiton.
#31 by YO (124.120.226.89) At 2010-06-02 23:31,
#30 by (118.175.130.36) At 2009-12-14 15:13,
ขอบคุณค่ะ


มีประโยชน์มากมายในการเรียนรู้ค่ะ
#29 by kik (58.8.128.233) At 2009-11-28 22:20,
ดีมากที่เอาเรื่องวิจัยมาให้ดูกำลังหาข้อมูลอยู่พอดีเลย
#28 by แอน (202.29.64.187) At 2009-11-13 10:56,
ขแบคุณคร้า การบ้านนู่ เย้ๆๆๆ
#27 by pan (114.128.209.101) At 2009-11-04 21:52,
ขอบคุณที่ให้ความกระจ่างในการตัดสินใจในระเบียบวิธีการวิจัย อยากได้เอกสารอ้างอิง จังค่ะรวมทั้งนามผู้เผยแพร่ด้วยค่ะ ถือว่าเป็นวิทยาทานในการนำไปใช้เพื่อพัฒนาสังคมการศึกษาต่อไป
#26 by ครูเขามะกา สระแก้ว (125.27.128.77) At 2009-10-20 08:50,
#25 by (203.113.1.130) At 2009-10-16 10:57,
#24 by (203.113.1.130) At 2009-10-16 10:57,
เป็นแนวคำตอบของข้อสอบที่ตรงประเด็นมาก
ขอบคุณค่ะconfused smile
#23 by จริยา (118.173.33.122) At 2009-10-13 12:00,
อยากได้ อ้างอิงจังคะ

ยังไงก็ขอบคุณมากนะค๊ะ
#22 by *-* (124.157.148.71) At 2009-09-28 21:10,
ขอบคุณคุณมากนะครับ


จะเอาไปสอบพอดีเลยอะ


อิอิ
#21 by เหมียว (203.144.180.65) At 2009-08-03 19:51,
ขอบคุณค่ะ
#20 by รัตน์ (222.123.4.116) At 2009-07-06 14:11,
ขอบคุณค่ะ
#19 by รัตน์ (222.123.4.116) At 2009-07-06 14:11,
#18 by (124.120.48.217) At 2009-07-04 15:46,
#17 by (119.42.76.234) At 2009-06-15 12:42,
ขอบคุณเป็นอย่างสูงที่สุดเลยครับ
#16 by นายดำรงค์เดช จำปาทอง (58.8.84.69) At 2009-01-30 20:12,
งง
#15 by (124.121.207.91) At 2009-01-19 22:25,
#14 by (202.28.78.138) At 2008-09-30 17:16,
#13 by เอ๋ (118.172.136.67) At 2008-08-20 13:18,
เป็นประโยชน์แก่มานุษยชาติมากที่เดียวเชียว
#12 by นศ (58.9.169.58) At 2008-06-26 13:17,
ขอบคุณค่ะ
#11 by น้องเล็ก (158.108.76.218) At 2008-06-19 13:25,
ขอเชิดชูผู้ให้ข้อมูล แต่เสียดายที่ไม่ได้เอาชื่อท่านออกอากาศ
ขอคุณมากครับ
#10 by ป.โทสัปดาห์แรก (202.149.25.225) At 2008-04-15 12:21,
ขอบคุณค่ะ กำลังหาพอดีsurprised smile surprised smile surprised smile
#9 by นักศึกษา rmutt (203.158.118.14) At 2008-03-30 13:45,
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูล ในการศึกษาbig smile
#8 by n_keawdee (203.144.140.250) At 2008-01-11 21:30,
กำลังหาอยู่พอดี ขอบคุณมาก
#7 by นิสิต (58.9.171.189) At 2007-11-28 20:38,
เข้าแล้ว และดีใจมากที่เจอวิธีการเขียนงานวิจัยเพราะว่าได้ทำส่งอาจารย์ค่ะconfused smile
#6 by ying (61.19.231.4) At 2007-11-19 11:03,
เป้นการเขียน การวิจัยที่บอกข้อแตกต่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณได้ดีมาก
#5 by จักรพันธ์ (61.19.67.26) At 2007-11-17 23:27,
#4 by (125.25.181.150) At 2007-10-09 14:30,
#3 by จิรพงศ์ (125.25.181.150) At 2007-10-09 14:29,
#2 by (125.25.181.150) At 2007-10-09 14:20,
อารายเนี่ย ?? งง
#1 by งง (124.157.165.90) At 2007-09-20 21:10,